จากที่เราทราบกับดีในหนังสือชีวประวัติของสตีฟ จ็อบส์ ว่าจ็อบส์รังเกียจใน Android อย่างมากมาย และพร้อมที่จะทุ่มเงินสดที่แอปเปิลมีอยู่ในมือทั้งหมด (ที่มากกว่าเงินคงคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ) เพื่อจะกำจัด Android ให้สำเร็จ ปัจจุบันคอลัมนิสจาก Newsweek นายแอปเปิล Dan Lyons อ้างถึงแอปเปิลใช้เงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ในการฟ้อง HTC เพียงรายเดียว
รายงานของ Lyons ยังกล่าวว่าแอปเปิลจ้างแต่ทนายที่เก่งและแพงที่สุดในโลกเกี่ยวกับคดีสิทธิบัตร แต่แอปเปิลก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างยิ่งเมื่อทุกบริษัทที่แอปเปิลฟ้องต่างก็ฟ้องกลับ และแอปเปิลก็เริ่มแพ้คดีต่าง ๆ อธิบายเช่นคดีระหว่างแอปเปิลกับโนเกีย ที่สุดท้ายแล้วแอปเปิลต้องจ่ายค่าไลเซ่นส์ให้กับโนเกียเป็นจำนวนมาก
Lyons เชื่อว่า แม้ว่าแอปเปิลจะไม่เป็นการเท่าที่ควรกับการฟ้องร้องคดีต่าง ๆ แต่เงินก้อนนี้ก็ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าแล้ว ในเมื่อการต่อสู้ทางกฎหมายลักษณะนี้เป็นเรื่องที่บ่ายเบี่ยงไม่ได้ในตลาดผู้ผลิตอุปกรณ์พกพา และสิ่งที่อาจจะได้จากการต่อสู้คือการ “ตกลงกันนอกชั้นศาล” ด้วยการจ่ายค่าไลเซ่นส์หรือเปลี่ยนสิทธิในการใช้สิทธิบัตรกัน
Chromebook ไปได้ดีในตลาดการศึกษา เนื่องจากครูไม่ต้องดูแลเครื่อง
กูเกิลออกมาเผยความสำเร็จของ Chromebook ในท้องตลาดที่กูเกิลเองก็คิดไม่ถึง นั่นคือภาคการหาความรู้
สาเหตุก็คือ Chromebook อยากได้การดูแลรักษาน้อย ช่วยลดภาระเรื่อง IT support ได้มาก และการที่ Chromebook ใช้งานแต่เว็บได้อย่างเดียว ทำให้ครูสามารถโฟกัสที่ “เนื้อหา” ของการศึกษา ไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีที่อยู่ใน Chromebook ได้มากขึ้น
การมอบหมาย Chromebook ให้นักเรียนใช้มาจากแนวความคิดการใช้คอมพิวเตอร์แบบ “1-to-1″ หรือ 1 คน 1 เครื่อง ในระหว่างเรียน ซึ่งนักเรียนสามารถใช้ Chromebook เครื่องไหนก็ได้ เพราะขอเพียงใช้ล็อกอินของตัวเองก็พอแล้ว
สถิติของกูเกิลบอกว่าโรงเรียน “นับร้อย” ใน 41 รัฐของสหรัฐ เริ่มทดสอบ Chromebook เป็นบางห้องเรียนแล้ว และมีเขตการศึกษา 3 แห่งที่มีโรงเรียนที่มอบ Chromebook ให้นักเรียนทุกคน รวมกัน 27,000 คน
ปิดท้ายด้วยภาพน่าสนใจ มันคือ “ตู้ชาร์จ”แอปเปิล Chromebook ที่เก็บไว้ในห้องเรียน และเมื่อจะใช้เครื่อง นักเรียนก็มาหยิบเครื่องไหนไปใช้ก็ได้
Twitter ยินยอมทำระบบเซ็นเซอร์ทวีตแล้วแอปเปิล
เมื่อต้นปี 2011 ช่วงที่ตำนานประท้วงในแอฟริกาเหนือหรือ Arab Spring กำลังเริ่มต้นขึ้น บริษัทอย่าง Twitter เคยออกมาอ้างสิทธิ์ “อิสรภาพในการแสดงออก” ขอไม่ให้บล็อคข้อความทวีตที่เป็นเครื่องมือสื่อสารประธานของคนประท้วงในหลายประเทศ
หนึ่งปีผ่านไป Twitter ออกมาพูดเรื่องนี้ใหม่ บอกว่าบริษัทยังเชื่อมั่นในเสรีภาพของการแสดงออกคงเดิม แต่บริษัทก็พบปัญหาจากกำหนดกฎเกณฑ์ในประเทศต่างๆ มากขึ้น และในหลายกรณี ถ้า Twitter ไม่ยอมลบหรือบล็อคข้อความทวีตบางอัน ก็จะไม่สามารถทำธุรกิจในประเทศนั้นๆ ได้เลย
อย่างนั้น Twitter จึงยอมทำ “ระบบเซ็นเซอร์ข้อความทวีต” ซึ่งจะใช้ในบางประเทศเท่าที่จำเป็นขนาดนั้น และบริษัทพยายามจะให้กระบวนการเซ็นเซอร์โปร่งใสที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ จึงจับมือกับหน่วยงานด้านสิทธิออนไลน์อย่าง EFF และมหาวิทยาลัยต่างๆ นำ “คำขอให้เซ็นเซอร์ทวีต” ไปแสดงไว้บนเว็บไซต์ Chillingแอปเปิล Effects ให้สาธารณะสามารถดูได้ (ฝั่งกูเกิลมีอะไรที่คล้ายๆ กันคือ Google Transparency Report)
ผู้ใช้ Megaupload เตรียมฟ้อง FBI ทำไฟล์หายสาบสูญ
จากปฏิบัติการสายฟ้าแลบของ FBI บุกปิด-ยึด-จับเว็บไซต์ฝากไฟล์ Megaupload ก็สร้างแรงกระเพื่อมตามมามากมายหลายประเด็น
ในฝั่งของผู้ใช้ที่ต้องดาวน์โหลดไฟล์จาก Megaupload คงเลี่ยงไปใช้เว็บอื่นๆ ได้ไม่ยากอะไรนัก แต่สำหรับผู้ใช้ที่ฝากไฟล์ของตัวเองไว้บน Megaupload แล้วเข้าใช้งานไม่ได้เพราะเว็บโดนปิด คงมีปัญหาแน่นอน
ล่าสุดมีข่าวว่าเครือข่ายของ “พรรคโจรสลัด” หรือ Pirate Party ทั่วโลกกำลังรวบรวมผู้ใช้กลุ่มหลังที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ เพื่อเตรียมฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ ว่าทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลของผู้ใช้
ประกาศผลประกอบการซัมซุง ไตรมาสที่แล้วกำไร 4.7 พันล้านดอลลาร์
แม้ว่าซัมซุงอาจจะไม่สามารถทำรายได้และกำไรมากเท่ากับแอปเปิล แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าซัมซุงมีผลประกอบการแย่ จากรายงานผลประกอบการล่าสุดซัมซุงทำกำไรได้มากถึง 4.7 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว มากกว่าปีก่อนหน้าถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์แอปเปิล ซึ่งหากดูภาพรวมแล้วซัมซุงมีรายได้สูงถึง 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
ซัมซุงยังบอกอีกว่าสามารถขายมือถือได้ากถึง 300 ล้านเครื่อง และธุรกิจมือถือนั้นมีส่วนแบ่งยอดขายจากยอดขายทั้งของซัมซุง 40% แต่สามารถทำกำไรให้กับซัมซุงได้มากถึง 50% ของกำไรทั้งหมด ในขณะที่ธุรกิจผลิตชิปของซัมซุงก็ไปได้ดีพอ ๆ กัน ทำกำไรให้กับซัมซุงสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ ในส่วนของธุรกิจผลิตจอภาพ ยอดขายก็สูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 20%
ซัมซุงเชื่อว่าในปี 2012 ทุกอย่างน่าจะโตขึ้นหมด โดยเฉพาะเทคโนโลยี LTE และกลุ่มตลาดเป้าหมายใหม่ (คาดว่ากล่าวถึง Galaxy Note) จะทำให้ยอดขายของซัมซุงดีขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนการจัดโอลิมปิกปี 2012 จะทำให้คนอยากซื้อ Smart TV มาใช้งานกันมากขึ้นเช่นกัน